ระหว่างทาง
posted on 28 Jun 2009 16:27 by takarairirin in Talk
ขณะนี้เหมือนตนเองยืนอยู่บนภูผาสูง
หากแต่...ถ้ามีใครถามว่า "ยืนอยู่บนยอดแห่งภูผาหรือไม่"
ฉันจะตอบว่า "ไม่"
"เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดที่ยังไม่ถึงครึ่งทางสู่ยอดเขาเสียด้วยซ้ำ"
เพียงแต่...ที่ตนรู้สึกว่ายืนอยู่ที่สูง เพราะจุดเริ่มต้นของเราอยู่บนท้องทุ่งที่ราบเบื้องล่างต่างหาก
.
.
.
นึกย้อนอดีต เท่าที่ตนจะจำได้เมื่อครั้งยังเล็ก
บ้านไม้ให้เช่า ไม่มีผนังกั้นห้อง เราจึงต้องใช้เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ตั้งเป็นเครื่องแบ่งเขตห้องแต่ละห้องแทน
ทางแคบๆ เป็นดินลูกรังทอดผ่านหน้าบ้าน เรื่อยไปจนถึงข้างบ้าน
แล้วค่อยๆ สูงชันขึ้นนิดเพื่อต่อกับถนนลาดยางซึ่งแคบกว่า 2 เลนแบบมาตรฐานปัจจุบัน
บริเวณรอบๆ บ้านเต็มไปด้วยหญ้ารกกับต้นไม้ใหญ่
ต้นที่จำฝังใจ คือ ต้นชมพูยักษ์ในสายตาเด็กสามขวบ ตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้าน
เด็กหญิงแต่แก่นเป็นม้าดีดกะโหลกอย่างฉันชอบปีนขึ้นไปนอนหลับบนกิ่งของต้นชมพู่เสมอ
นอกจากต้นหน้าบ้านแล้ว ก็ยังมีอีกต้นขึ้นอยู่ข้างบ้าน
ต้นชมพู่ข้างบ้านนี้กิ่งไม่ใหญ่โต แต่สูงชะลูด
เวลาโดนเด็กผู้ชายแกล้ง ฉันจะหนีปีนขึ้นไปบนกิ่งสูงๆ แล้วเก็บผลชมพู่เขวี้ยงใส่จนพวกนั้นยอมถอย
บนต้นชมพู่ต้นนี้ สามารถมองทิวทัศน์ของทุ่งนาอีกฝั่งหนึ่งของถนนลาดยางได้ไกลลิบ
จวนจะเห็นถนนใหญ่ซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่าถนนเอเชียอยู่แล้ว หากไม่มีไม้ใหญ่เขียวครึ่มเกือบจะเป็นป่าขนาดย่อม
กั้นไปเป็นแนวยาวตลอดถนน
.
.
.
อะไรกัน...ที่นำพาเด็กบ้านนาคนหนึ่งให้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้?
โชคชะตาหรือเปล่า? ...ฉันอยากคิดเช่นนั้น
หลายสิ่งหลายอย่างดูเหมือนจะเป็นโชคอันยิ่งใหญ่สำหรับเด็กที่เกือบด้อยโอกาส
บ้านเราไม่มีฐานะอะไร
พ่อแม่ทำงานหาเลี้ยงตัวด้วยรายได้ข้าราชการมาตลอด
ฉันเข้าโรงเรียนอนุบาลในตัวเมือง
บางวันโบกรถเมล์เข้าเมืองบ้าง บางวันพ่อก็ขับมอเตอร์ไซไปส่ง
ครั้นคุณตามอบที่ดินในอำเภอเมืองให้ครอบครัว
เราจึงเริ่มสร้างบ้านที่อำเภอเมือง
เลิกเช่าบ้านไม้เล็กๆ หลังเก่าแล้วย้ายมาอยู่กับยายชื่น ซึ่งเป็นน้องสาวของคุณตาแทน
เนื่องจากบ้านท่านติดกับบ้านที่กำลังสร้างใหม่ของเรา
.
.
.
บ้านของเราเสร็จทันก่อนที่ฉันจะเข้าประถมหนึ่ง
ตอนแรก พ่อแม่พาฉันไปสมัครและลองจับฉลากที่โรงเรียนอนุบาลดอกบัว
(เด็กต่างจังหวัดหลายท่านคงคุ้นชื่อดี ^^)
เพื่อนสนิทสมัยอนุบาลของฉันจับฉลากได้ ฉันจึงพลอยหวังอยากจับฉลากให้ได้ด้วย
แต่ทันทีที่คุณครูประกาศว่าไม่ได้ เด็กขี้แยก็ร้องไห้โฮ ปากพร่ำจะเรียนที่เดียวกับเพื่อนสนิท
นึกแล้วขำตัวเอง...ทำไมเด็กๆ เราถึงขี้แยอย่างนี้น้า?
.
.
.
เมื่อไม่ได้เข้าโรงเรียนที่หวังไว้โรงเรียนแรก พ่อแม่ก็หาโรงเรียนใหม่ให้ไปสอบ
คราวนั้นฉันติดโรงเรียนเทศบาลหนึ่ง(ภูธรได้อีก)เป็นโรงเรียนรัฐธรรมดา
แต่ตอนนั้น...โรงเรียนของเราอยู่ในยุครุ่งเรือง
ผู้อำนวยการทุ่มทุนให้กับด้านวิชาการมาก
ส่วนกฏระเบียบก็เข้มงวด ยากที่หลายๆ โรงเรียนในจังหวัดตอนนั้นจะเทียบได้
อาจเป็นเพราะผู้ช่วยฝ่ายปกครองเป็นคนเจ้าระเบียบ อีกทั้งยังน่ายำเกรงเป็นที่สุด
(ตอนเด็กๆ ฉันคิดว่าท่านหน้าตาเหมือนยักษ์ด้วยล่ะ)
โรงเรียนจึงกำราบเด็กหัวอ่อนหรือหัวแข็งปานกลางได้ดี โดยไม่ต้องให้ไม้เรียวแตะก้นเด็กอย่างไม่จำเป็น
.
.
.
ตามต่างจังหวัด ห้องเรียนสำหรับเด็กเรียนดีมักจะเป็นห้อง1 ห้อง2
ฉันน่ะ...อยู่ห้องสองประจำ แต่พอเริ่มเข้าประถมสาม ก็ได้ย้ายมาห้องหนึ่ง
ตัวเองคงไม่เก่ง เพียงแต่ "โชคดี" ได้อยู่ท่ามกลางคนเก่งๆ มากมาย
จึงทำให้ใจเราต้องฮึดสู้ตลอดเวลา ปฏิบัติตัวให้ดี จะได้ไม่ถูกทิ่งไว้ท้ายแถว
เด็กๆ เราไม่คิดอะไรมาก ขออย่าให้แพ้เพื่อนก็เป็นพอ
.
.
.
ครั้นโตจะเข้ามัธยมต้นจึงเริ่มรู้ว่า แข่งกับเพื่อนไป...ถึงชนะก็ไม่น่าภูมิใจเท่าเราชนะตนเอง
เพื่อนที่เราอยากจะแข่งด้วยในตอนนั้น ต่างเริ่มแยกย้ายกันไปเรียนจังหวัดใกล้เคียงที่ดูเหมือนเจริญกว่ามาก
คู่แข่งที่เราอยากแข่งตอนเด็กๆ น่ะหายไปแล้ว...ตอนนี้เราเหลือเพียงตัวของตัวเอง
.
.
.
เมื่อเข้ามัธยม ฉันเข้าโรงเรียนที่พ่อเป็นครูสอนศิลปะอยู่
คะแนนสอบแยกห้องเป็นอันดับต้นๆ จึงโชคดีได้อยู่ห้องสองอีกครั้งในโรงเรียนใหม่
โรงเรียนนี้เคยเป็นโรงเรียนสตรี หากแต่ปัจจุบันเป็นเป็นโรงเรียนสหแล้ว
ถึงกระนั้น ด้วยเหตุที่เคยเป็นโรงเรียนสตรีมาก่อน คุณครูที่นี้จึงเข้มงวดมาก
กฏระเบียบยิบย่อยยากจะแจง และแน่นอนว่ามารยาทของเด็กจะต้อง "ดีระดับมาตรฐาน"
ไปจนถึง "ดีมาก" สำหรับเด็กที่ใฝ่ดี
เมื่อย้อนมองดูอดีตเช่นนี้แล้ว ฉันบอกได้เลยว่าตัวเองเป็นหนี้บุญคุณโรงเรียนสมัยประถมและมัธยมเหลือเกิน
อยากจะขอบคุณคุณครูทุกท่านที่อบรม คอยจ้ำจี้จ้ำไชเพื่อให้เรามีระเบียบวินัยตั้งแต่ยังเล็ก
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้ควบคุมชีวิตของเราได้ดี
.
.
.
ช่วงมัธยมต้นเป็นช่วงชีวิตที่ได้ปลูกฝังสิ่งดีๆ ไว้ในตัวเรามากมาย
ทั้งความทรงจำ มารยาทในสังคม อีกทั้งวิชาความรู้
ฉันไม่ปฏิเสธเลยว่า "ตัวเองโชคดีอีกครั้ง" ที่ได้ใช้ชีวิตเด็กมัธยมต้นในโรงเรียนแห่งนี้
ก่อนจะได้ก้าวสู่โลกใหม่อย่างเตรียมอุดมศึกษา
.
.
.
โชคของโชค นำพาให้เราไต่บันไดชีวิตสูงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ต้องกล่าวถึงเกียรติประวัติของเตรียมอุดมศึกษาด้วยตนเองหรอก
เกียรติประวัติแต่ก่อนเก่าเหล่านั้น หลายท่านต่างรู้ ทั้ง "คนนอก" และ "คนใน"
แต่...เราจะภูมิใจในเกียรตินั้นได้ลึกซึ้งยิ่งกว่า หากเราตระหนักถึงศักดิ์ศรี คุณค่าของเกียรติที่เราประดับไว้ตรงอก
ประดับไว้ "ใกล้ใจ" เพื่อ "เตือนใจ"
.
.
.
ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีฐานะใด หรือยิ่งใหญ่สักเพียงไหน
แต่หากปฏิบัติตัวต่ำ ไร้ระเบียบวินัยในตนเอง ขาดมารยาททางสังคม และไม่เคารพผู้อื่นแล้วล่ะก็
ศักดิ์ศรี เกียรติประวัติ หรือบารมีที่มีแต่ในนาม หากแต่ไม่ได้ฝังอยู่ในกายและใจ
คงเป็นเพียงความยึดมั่นถือมั่นจอมปลอมอันไร้ค่า
.
.
.
ดังนั้นเมื่อได้ประดับพระเกี้ยวน้อย เราจึงต้องมีสติให้มากเมื่อคิด เมื่อพูด หรือกระทำสิ่งใด
จริงอยู่เราเคยเป็นเด็กน้อยบ้านนาตัวเล็กๆ
เกียรติของตัวเราอาจไม่มากมายเท่าเครื่องประดับที่เราประดับไว้ก็ได้
แต่หากเราปฏิบัติตัวดี เป็นคนดี
เครื่องประดับที่เราประดับไว้นี่แหละจะเตือนใจเราให้ครองตนจนเป็นคนที่มีคุณค่าขึ้นมาในที่สุด
.
.
.
อยู่ในรั้วสีชมพูของเตรียมอุดมแล้ว
เราจะไม่ปรารถนา...อยากอยู่ในรั้วสีเดียวกันเมื่อถึงเวลากลายเป็นนิสิตได้อย่างไร?
หลังจากชีวิตมัธยมผ่านมาอย่างกระท่อนกระแท่นด้วยปัญหาสุขภาพจิตสุขภาพกาย
"ประตูบานหนึ่ง" ของชีวิตที่ฉันเปิดและตัดสินใจเดินก้าวเข้ามา
ทำให้ได้ยืนอยู่ตรงจุดนี้ ...ณ รั้วจามจุรี ใต้ร่มชงโคที่พิงพัก
.
.
.
พอมองย้อนกลับไปในอดีต...
เด็กบ้านนอกบ้านนา
ปีนต้นชมพู่ หลับคากิ่งใหญ่ยักษ์จนกระทั่งแม่เรียกให้ลงมาทานข้าวคนนั้น...ยืนอยู่ตรงเชิงเขา
ส่วนนิสิตปีสี่คนนี้...ยืนอยู่บนหน้าผา ซึ่งยังอยู่สูงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของเขาทั้งลูกด้วยซ้ำ
แต่...มัน "ดู" สูง...เหลือเกิน
เราเดิน เราปีน มาไกล...เหลือเกิน
และ...จะต้องปีนต่อไป ก้าวต่อไป โดยที่ไม่ลืมหันไปมองตรงเชิงเขานั่น
ไม่ลืมเด็กหญิงคนนั้น เพื่อเตือนให้ตนรู้ค่าของชีวิต
รู้ค่าของระยะทางที่ผ่านมา
และไม่ลืม...ว่าบ้านที่เราถือกำเนิด อยู่ที่ใด
edit @ 28 Jun 2009 16:59:10 by Ririn [L'Arc!en~Ciel --สายรุ้งที่ไม่เคยจางไปจากใจข้าน้อย]
ดีมากเลยที่คิดอย่างนี้
#1 By ♫ due gatti on 2009-06-28 17:27